คู่มือเล็ก ๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีลูก ช่วงเปิดเทอมทีไร หลายบ้านมักรู้สึกเหมือนรายจ่ายเดินเข้ามาพร้อมกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ารถรับส่ง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของลูก บางครอบครัวแม้จะมีลูกคนเดียว ก็ยังรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายช่วงนี้หนักกว่าปกติอยู่ดี
โดยเฉพาะครอบครัวมนุษย์เงินเดือนที่ต้องบริหารทั้งค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าผ่อน ค่ากินอยู่ และเงินออม การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้เปิดเทอมนี้ผ่านไปได้สบายใจกว่าเดิม
บทความนี้ น้องสมหวังจะชวนมาดูวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมแบบง่าย ๆ ที่เหมาะกับครอบครัวที่มีลูก และอยากดูแลทั้งลูกและการเงินในบ้านให้ไปต่อได้อย่างสบายใจไร้กังวลครับผม
ทำไมช่วงเปิดเทอมถึงเป็นช่วงที่ต้องวางแผนการเงินเป็นพิเศษ
แม้รายได้ของมนุษย์เงินเดือนจะค่อนข้างแน่นอน แต่รายจ่ายช่วงเปิดเทอมมักเป็น “รายจ่ายก้อน” ที่มาในเวลาใกล้กัน ทำให้เงินเดือนเดือนเดียวอาจดูตึงกว่าปกติ ค่าใช้จ่ายที่หลายบ้านมักเจอ เช่น ค่าเทอมหรือค่าธรรมเนียมการเรียน, ค่าชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋า, ค่าอุปกรณ์การเรียน, ค่าหนังสือหรือแบบฝึกหัดเพิ่มเติม, ค่ารถรับส่งหรือค่าน้ำมัน, ค่าอาหารกลางวันและค่าขนม รวมทั้งค่ากิจกรรมพิเศษของโรงเรียน ถ้าไม่วางแผนไว้ก่อน อาจทำให้ต้องดึงเงินก้อนอื่นมาใช้ เช่น เงินสำรอง เงินออม หรือเงินที่ตั้งใจไว้สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในบ้าน
1.เริ่มจากแยก “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอม” ออกเป็น 2 กลุ่ม
วิธีนี้ช่วยให้มองภาพง่ายขึ้น และไม่รู้สึกว่าทุกอย่างหนักไปหมดในคราวเดียว
กลุ่มที่ 1 ค่าใช้จ่ายก้อนเดียว
เป็นค่าใช้จ่ายที่มักจ่ายทีเดียวหรือจ่ายในช่วงสั้น ๆ เช่น
- ค่าเทอม
- ค่าชุดนักเรียน
- ค่าหนังสือ
- ค่าอุปกรณ์การเรียน
- ค่ารองเท้า กระเป๋า
กลุ่มที่ 2 ค่าใช้จ่ายรายเดือน
เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมต่อเนื่องหลังเปิดเทอม เช่น
- ค่าเดินทาง
- ค่าอาหารกลางวัน
- ค่าขนม
- ค่ากิจกรรมเสริม
- ค่าเรียนพิเศษ
เมื่อแยกออกมาแล้ว พี่ ๆ จะเห็นชัดขึ้นว่าค่าไหนต้องรีบจ่าย และค่าไหนต้องวางแผนรายเดือนต่อเนื่อง
2.ทำลิสต์แบบ “จำเป็นก่อน อยากได้ทีหลัง”
หลายครอบครัวอยากเตรียมทุกอย่างให้ลูกครบที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ถ้าช่วงนั้นงบตึงเปรี้ยะ น้องสมหวังแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ควรเรียงลำดับก่อนว่าอะไรจำเป็นจริง
ตัวอย่างการจัดลำดับ
- จำเป็นมาก ค่าเทอม ชุดนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียนพื้นฐาน
- จำเป็นรองลงมา กระเป๋าใหม่ กล่องข้าวใหม่ ขวดน้ำใหม่
- รอได้ ของตกแต่ง ของใช้ตามกระแส หรือของที่ของเดิมยังใช้ได้
การวางลำดับแบบนี้ไม่ได้แปลว่าดูแลลูกน้อยลง แต่เป็นการดูแลการเงินของบ้านให้มั่นคงไปพร้อมกัน
3.ตั้งงบเปิดเทอมให้ อย่าใช้จ่ายด้วยความรู้สึก
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายมากเกินไป แต่อยู่ที่เราไม่ได้ตั้งกรอบงบไว้ก่อน ลองตั้งงบแบบง่าย ๆ เช่น งบค่าเทอม, งบชุดและรองเท้า, งบอุปกรณ์การเรียน, งบค่าเดินทาง และงบสำรองเผื่อค่าใช้จ่ายจุกจิก เมื่อมีงบชัดเจน จะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าควรซื้ออะไรตอนนี้ และอะไรควรรอครับผม
4.ใช้ของเดิมที่ยังดี เพื่อลดภาระแบบไม่รู้สึกผิด
ครอบครัวที่มีลูกคนเดียวอาจไม่มีของพี่ส่งต่อน้อง แต่ก็ยังสามารถเช็กได้ว่ามีอะไรที่ใช้ของเดิมต่อได้บ้างเช่น กระเป๋านักเรียนใบเดิมยังใช้ได้ไหม, รองเท้ายังสภาพดีหรือไม่, ชุดนักเรียนเก่ายังใส่ได้หรือควรเปลี่ยนเฉพาะบางชิ้น การใช้ของเดิมที่ยังดี ไม่ได้แปลว่าลดคุณภาพชีวิตลูก แต่คือการใช้เงินอย่างคุ้มค่าในช่วงที่มีหลายเรื่องต้องดูแลพร้อมกันครับ
หากไม่รู้จะบอกลูกยังไง อาจจะใช้โทนอ่อนโยน เช่น “ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่อยากซื้อใหม่ลูกนะ แต่ของเดิมยังดีอยู่ เราเลยเลือกใช้ให้คุ้มก่อน แบบนี้เก่งมากเลยนะลูก” หรือ “ของเดิมยังดีอยู่ ใช้ต่อได้เลย แล้วถ้าอะไรจำเป็นจริง ๆ เราค่อยเลือกซื้อเพิ่มกันนะ” หรือ “ของที่ยังดีอยู่ก็ยังมีคุณค่า เราใช้ให้คุ้มก่อน แล้วอะไรที่จำเป็นจริง ๆ ค่อยเลือกซื้อเพิ่มกันนะ”
หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคที่ฟังแล้วพัง ทำให้ลูกรู้สึกผิดไปด้วย เช่น “บ้านเราไม่มีเงิน” “อย่าเรื่องมาก”“ของเก่าก็ใช้ ๆ ไปเถอะ” เลี่ยงได้เลี่ยงนะครับผม
5.กันเงินไว้สำหรับ “ค่าใช้จ่ายหลังเปิดเทอม” ด้วย
หลายบ้านเตรียมเงินไว้สำหรับวันเปิดเทอมได้ดี แต่ลืมว่าหลังจากนั้นยังมีรายจ่ายตามมาอีก เช่น ค่ารถรับส่งรายเดือน, ค่าอาหารกลางวัน, ค่าอุปกรณ์ที่โรงเรียนแจ้งเพิ่มภายหลัง, ค่ากิจกรรมพิเศษ หรือ ค่าเรียนเสริมหรือค่าใช้จ่ายเฉพาะวิชา
เพราะฉะนั้น อย่าใช้เงินก้อนจนหมดกับช่วงก่อนเปิดเทอม ควรเหลือเงินสำรองไว้ให้เดือนแรกหลังเปิดเทอมด้วย จะช่วยให้ไม่รู้สึกตึงมือเกินไป
6.คนเป็นพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างเพียงลำพัง
ครอบครัวมนุษย์เงินเดือนมักมีภาระหลายอย่างพร้อมกัน บางคนต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ดูแลพ่อแม่ และดูแลลูกไปพร้อมกัน จึงไม่แปลกเลยถ้าช่วงเปิดเทอมจะรู้สึกเหนื่อยกับรายจ่ายมากเป็นพิเศษ
สิ่งสำคัญคือไม่ต้องกดดันตัวเองว่าทุกอย่างต้องเป๊ะในครั้งเดียวครับผม แค่รู้จักวางแผนล่วงหน้า จัดลำดับความสำคัญ และดูเงินในมืออย่างรอบคอบ ก็ช่วยให้ครอบครัวของเราเดินต่อได้มั่นคงขึ้นแล้ว
7.สูตรง่าย ๆ สำหรับครอบครัวที่ต้องการจัดการเงินในครอบครัว
อยากเริ่มแบบไม่ซับซ้อน ลองใช้สูตรนี้
ก่อนเปิดเทอม
- สรุปรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียวและรายเดือน
- ตั้งงบแต่ละหมวด
- ตัดสิ่งที่ยังไม่จำเป็นออกก่อน
ระหว่างเปิดเทอม
- จดค่าใช้จ่ายจริงในเดือนแรก
- ดูว่ามีค่าไหนเกินงบ
- ปรับแผนในเดือนถัดไปให้เหมาะขึ้น
หลังเปิดเทอม
- เก็บข้อมูลไว้ใช้ในเทอมหน้า
- ค่อย ๆ กันเงินล่วงหน้าเดือนละนิด
- สร้างเงินสำรองเฉพาะเรื่องการศึกษาของลูก
วิธีนี้จะช่วยให้เทอมต่อไปไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งล่ะครับผม
เป็นยังไงบ้างครับพี่
ช่วงเปิดเทอมอาจเป็นช่วงที่ค่าใช้จ่ายเยอะกว่าปกติสำหรับครอบครัวมนุษย์เงินเดือน แต่ถ้าวางแผนดี ก็สามารถผ่านไปได้โดยไม่กดดันตัวเองเกินไป เพราะการดูแลลูกให้ดี ไม่ได้วัดจากการซื้อทุกอย่างใหม่ทั้งหมด แต่อยู่ที่การวางแผนให้ครอบครัวไปต่อได้อย่างมั่นคง และไม่ทำให้การเงินในบ้านสะดุดเกินจำเป็นล่ะครับ แต่ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมลูก ทำไงดี ปรึกษาสมหวัง เงินสั่งได้นะครับ มีรถ มีเล่มทะเบียน เรายินดีให้คำปรึกษา โทร 02-123-4000 รถมีขับ รับเงินไปใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นก่อนนะครับ
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
สินเชื่อทะเบียนรถ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12%-24% ต่อปี
สินเชื่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 15%-24% ต่อปี
สินเชื่อโฉนดแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 11.85%-16.95% ต่อปี
ธนาคารทิสโก้เป็นผู้ให้สินเชื่อทะเบียนรถ และสินเชื่อโฉนดแลกเงิน
บจก.ไฮเวย์เป็นผู้ให้สินเชื่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์
*เงื่อนไขในการพิจารณาให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
สินเชื่อทะเบียนรถ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12%-24% ต่อปี |สินเชื่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 15%-24% ต่อปี | สินเชื่อโฉนดแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 11.85%-16.95% ต่อปี | ธนาคารทิสโก้เป็นผู้ให้สินเชื่อทะเบียนรถ และสินเชื่อโฉนดแลกเงิน บจก.ไฮเวย์เป็นผู้ให้สินเชื่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์
*เงื่อนไขในการพิจารณาให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด
สนใจสินเชื่อคลิก
กรุณากรอกข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
หมวดหมู่บทความ